กลุ่มการสนทนา :
กระดานสนทนา อบต.ดอนยายหอม
กระทู้ :
ไม่มีหลักทรัพย์ก็ยื่นได้: ปี 2569 ธนาคารดู “อะไรแทน” ก่อนปล่อยสินเชื่อ SME
หลายกิจการที่ “โตแล้ว” มักเจอภาพเดียวกัน: งานเดิน ยอดขายมี แต่เงินสดตึงเป็นช่วง ๆ พอจะขยับขยายหรือรับออเดอร์ใหญ่ก็ต้องมีวงเงินสำรอง—แต่ทรัพย์ที่ควรเก็บไว้เพื่อความยืดหยุ่น (ที่ดิน/อาคาร/เครื่องจักร) บางครั้งไม่อยากเอาไปผูกเพิ่ม หรือมีภาระค้ำเดิมอยู่แล้ว จึงเริ่มมองหา แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน เพื่อให้ “ใช้เงินได้เร็ว” และไม่ล็อกทรัพย์สิน
อย่างไรก็ตาม ปี 2569 ธนาคารไม่ได้ “มองข้ามความเสี่ยง” ตรงกันข้าม ธนาคารจะย้ายจุดโฟกัสจาก “ทรัพย์ค้ำ” ไปที่ “ความสามารถจ่ายหนี้จริง” มากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบของ ธปท. ที่เน้นให้ประเมินความสามารถชำระหนี้จากรายได้/กระแสเงินสด และ ไม่ให้นำเงินจากการบังคับหลักประกันมาเป็นฐานคิด ในการอนุมัติสินเชื่อธุรกิจsme
แปลไทยให้ชัด: ต่อให้คุณ กู้sme แบบไม่มีหลักทรัพย์ได้ โอกาสผ่านจะขึ้นกับ “ข้อมูลที่ทำให้ธนาคารเชื่อ” มากกว่าเดิม โดยในเชิงปฏิบัติ ธนาคารมักดูแทนหลักทรัพย์ด้วย 5 แกนหลักต่อไปนี้
1) งบการเงินและบัญชีที่โปร่งใส: กำไรต้อง “อธิบายได้”
ถ้าไม่มีหลักทรัพย์ สิ่งแรกที่ธนาคารพยายามตอบให้ได้คือ “ธุรกิจนี้ทำเงินได้จริงแค่ไหน และยั่งยืนไหม” ดังนั้นงบการเงินควรสะท้อนกำไรจริง รายได้ไม่แกว่งแบบอธิบายไม่ได้ อัตรากำไรขั้นต้น/EBITDA สม่ำเสมอ และไม่มีรายการผิดปกติที่ทำให้ต้องตั้งคำถามยาว ๆ
มุมวิเคราะห์แบบที่ปรึกษา:
-
ธนาคารไม่ได้ต้องการ “งบสวย” แต่ต้องการ “งบที่สอดคล้องกับการเดินเงิน” ถ้างบกำไรดี แต่ Statement เงียบ หรือเงินเข้าออกไม่สัมพันธ์กัน โอกาสโดนถามเพิ่มจะสูง
-
ถ้ากิจการมีหลายช่องทางขาย ให้แยกภาพรายได้ให้ชัด (หน้าร้าน/เดลิเวอรี/ลูกค้าสัญญา) เพราะ “ความสม่ำเสมอ” ของรายได้เป็นตัวลดความเสี่ยงของธนาคารโดยตรง
คำที่มักโดนถามเวลาไม่มีหลักทรัพย์: รายได้หลักมาจากไหน, ทำไมมาร์จิ้นขึ้น/ลง, รายการพิเศษคืออะไร, ปีนี้ต่างจากปีก่อนเพราะอะไร
2) กระแสเงินสดและรอบธุรกิจ (Cash Conversion Cycle): เงินสด “เดินจริงไหม”
ปี 2569 แค่กำไรไม่พอ ธนาคารให้ความสำคัญกับ “เงินสดเดินจริง” มากขึ้น โดยจะไล่ภาพวงจรเงินสดว่า
-
เก็บเงินลูกหนี้ได้ตามเครดิตเทอมไหม
-
เจ้าหนี้ค้างยาวผิดธรรมชาติหรือเปล่า
-
สต็อกบวมไหม (เงินจมอยู่ในของหรือไม่)
มุมวิเคราะห์:
กิจการจำนวนมากที่รีบหา กู้เงินด่วน มักไม่ได้ติดที่ “รายได้” แต่ติดที่ “รอบเงินสด” เช่น ลูกค้าจ่าย 60–90 วัน แต่กิจการต้องจ่ายซัพพลายเออร์ 15–30 วัน เงินเลยตึงเรื้อรัง ธนาคารจะใช้จุดนี้ประเมินว่า วงเงินที่ขอ “จำเป็นจริง” หรือ “ขอเผื่อแบบคุมไม่อยู่”
สิ่งที่ช่วยให้ผ่านเร็ว:
-
ทำ Aging ลูกหนี้/เจ้าหนี้แบบอ่านง่าย
-
อธิบายฤดูกาลขาย (ช่วงพีค/โลว์) และเตรียมเหตุผลว่าทำไมบางเดือนเงินเข้าออกต่างจากค่าเฉลี่ย
-
ถ้าเป็นธุรกิจโครงการ/รับเหมา ชี้จุดรับเงินตามงวดให้เห็นภาพ (ไม่ให้ธนาคารเดาเอง)
3) วินัยเครดิตของบริษัทและผู้บริหาร: ประวัติชำระหนี้ถูกดู “ละเอียดกว่าเดิม”
เมื่อความเสี่ยงเครดิตสูงขึ้น ธนาคารจะระวังมากขึ้น โดยเฉพาะฝั่ง SME จึงให้ความสำคัญกับประวัติชำระหนี้ ภาระหนี้รวม และความสม่ำเสมอในการชำระ
และภาพใหญ่ก็สะท้อนแรงกดดันชัด: ธปท. ระบุว่าสินเชื่อ SME ติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาส และธนาคารระมัดระวังมากขึ้นจากต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (credit cost)
มุมวิเคราะห์:
-
“วินัยเครดิต” ไม่ได้ดูแค่ค้างชำระหรือไม่ แต่ดูพฤติกรรม เช่น จ่ายขั้นต่ำตลอด, ขอปรับโครงสร้างบ่อย, เปิดบัญชี/ปิดบัญชีผิดจังหวะ
-
หากเป็นนิติบุคคล ธนาคารมักดูทั้งฝั่งบริษัทและผู้บริหาร (กรรมการ/ผู้ถือหุ้นหลัก) เพราะสะท้อน “ความตั้งใจจ่าย” และ “ความรับผิดชอบทางการเงิน”
ทริคที่ทำให้คุยง่ายขึ้น:
ทำสรุปหนี้ทั้งหมด 1 หน้า (ชื่อสถาบัน/วงเงิน/ยอดคงเหลือ/ค่างวด/วันครบกำหนด/หลักประกันเดิม) แล้วชี้ให้เห็นว่า “หลังได้วงเงินใหม่ ภาระรวมจะอยู่ระดับไหน” ธนาคารจะประเมินเร็วขึ้นมาก
4) ความสามารถชำระหนี้ (เช่น DSCR) และ “กันชน” ที่พอ: ธนาคารต้องเห็นว่ารับไหวแม้รายได้สะดุด
ธนาคารจะดูความสามารถชำระหนี้ เช่น DSCR และดูว่าธุรกิจมี Headroom เผื่อกรณีรายได้สะดุด/ต้นทุนขึ้นหรือไม่
ความหมายแบบใช้งานจริง:
-
DSCR > 1 แปลว่า “มีเงินพอจ่ายหนี้” แต่ธนาคารมักอยากเห็น “กันชน” เพราะธุรกิจมีฤดูกาล ลูกหนี้จ่ายช้าได้ ต้นทุนผันผวนได้
-
ถ้าคุณกำลังยื่น สินเชื่อธุรกิจsmeไม่มีหลักประกัน ธนาคารจะถามหนักกว่าเดิมว่า ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด (ยอดขายลด/ต้นทุนขึ้น/ลูกหนี้ดีเลย์) คุณยังจ่ายหนี้ไหวไหม
มุมวิเคราะห์:
จุดที่ทำให้ดีลล่มบ่อยไม่ใช่ DSCR ต่ำอย่างเดียว แต่คือ “คำอธิบายไม่จบ” เช่น บอกว่ากำไรดี แต่ไม่เคยทำประมาณการเงินสด หรือไม่รู้ว่าค่างวดใหม่จะทำให้กระแสเงินสดตึงช่วงไหน
5) แผนใช้เงินที่วัดผลได้: เงินกู้จะไปทำอะไร แล้ว “คืนเงิน” กลับมายังไง
แกนสุดท้ายที่ธนาคารมักใช้ปิดดีล คือแผนใช้เงินที่วัดผลได้ เช่น ROI/Payback, Milestone และสมมติฐานยอดขาย/ต้นทุนที่ไม่โลกสวย
มุมวิเคราะห์:
ถ้าคุณขอวงเงินแบบ “กว้าง ๆ” ธนาคารจะตีความว่าเสี่ยง แต่ถ้าคุณเล่าเป็น “โครงการ” จะคุมความเสี่ยงได้ เช่น
ปี 2569 ยังมีแรงส่งจากกลไกภาครัฐที่พยายาม “แชร์ความเสี่ยง” เพื่อให้ปล่อยสินเชื่อใหม่ได้มากขึ้น เช่น โครงการกลไกค้ำประกันสินเชื่อ SMEs Credit Boost ที่คาดว่าจะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้นราว 100,000 ล้านบาทในช่วง 1–2 ปี ซึ่งยิ่งทำให้ “แผนใช้เงินที่ชัด” มีความหมาย เพราะธนาคารต้องคัดกลุ่มที่มีศักยภาพและใช้เงินแล้วเกิดผลต่อธุรกิจจริง
สรุปแบบสั้น: ถ้าไม่มีหลักทรัพย์ ให้ทำ 5 เรื่องนี้ “ตอบคำถามธนาคารให้จบ”
-
งบ/บัญชีโปร่งใส (กำไรอธิบายได้)
-
กระแสเงินสดและรอบเงินสด (CCC) ชัด
-
วินัยเครดิตบริษัท+ผู้บริหารดี และสรุปภาระหนี้ได้
-
DSCR/ความสามารถจ่ายหนี้มี “กันชน”
-
แผนใช้เงินวัดผลได้ (ROI/Payback/Milestone)
ถ้าคุณกำลังเร่งหา กู้เงินด่วน หรือมอง แหล่งเงินทุนไม่มีหลักประกัน สำหรับธุรกิจที่โตแล้ว สิ่งที่ทำให้ “ผ่านไว” มักไม่ใช่คำอธิบายสวย ๆ แต่คือเอกสาร/ตัวเลขที่ทำให้ธนาคารเห็นภาพเดียวกันทันที
|