กลุ่มการสนทนา :
กระดานสนทนา อบต.ดอนยายหอม
กระทู้ :
เกณฑ์อนุมัติสินเชื่อ SME ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569
เกณฑ์อนุมัติสินเชื่อ SME ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569: ผู้ให้กู้มองหาอะไรจริง ๆ
การขอ สินเชื่อsmeไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569 มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็น “สินเชื่ออนุมัติไว” เสมอไป แต่ในมุมของผู้ให้กู้ ความเร็วจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อข้อมูลที่ส่งไป “ชัด ตรวจสอบได้ และตอบคำถามความเสี่ยงครบตั้งแต่รอบแรก” เพราะสินเชื่อที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันคือการปล่อยวงเงินโดยอิง ความสามารถทำเงินและวินัยชำระหนี้ มากกว่ามูลค่าทรัพย์สิน หากข้อมูลไม่ครบหรือขัดกันเอง กระบวนการจะช้าลงทันที หรืออาจถูกปฏิเสธตั้งแต่ต้นทางด้วยเหตุผลด้านความเสี่ยง
ในปี 2569 ภาพรวมการสนับสนุนด้านแหล่งเงินทุนดูเหมือน “มีแรงส่งมากขึ้น” จากมาตรการเชิงระบบ เช่น โครงการ SMEs Credit Boost ที่ ธปท. อธิบายหลักการสำคัญไว้ชัดเจนว่าเป็นกลไกแชร์ความเสี่ยงสำหรับ “สินเชื่อใหม่” ครอบคลุมความเสียหายได้ไม่เกิน 7 ปี และชดเชยในช่วง 15–30% ตามขนาดธุรกิจ แต่ขณะเดียวกันก็ย้ำเรื่องการป้องกัน moral hazard ว่าธนาคารต้องบริหารสินเชื่ออย่างรัดกุม และกรณีหนี้เสียเร็วจะไม่สามารถขอรับชดเชยได้ นี่สะท้อนประเด็นเดียวกัน: มาตรการช่วยเพิ่มพื้นที่ให้ปล่อยกู้ แต่ไม่ได้ลดมาตรฐานการคัดกรอง ดังนั้น “เข้าใจเกณฑ์อนุมัติ” จึงสำคัญกว่าการรีบยื่นแบบหวังดวง และสำคัญยิ่งกว่าสำหรับธุรกิจที่กำลังลังเลว่าจะไปทาง เงินกู้ด่วน หรือเลือกสินเชื่อเงินกู้ในระบบที่ต้นทุนเหมาะกว่าในระยะยาว
ต่อไปนี้คือการถอด “เกณฑ์อนุมัติสินเชื่อ: ผู้ให้กู้มองหาอะไร?” โดยยึดแกนจากบทความหลัก และขยายให้เห็นภาพการประเมินจริง พร้อมมุมมองเชิงวิเคราะห์ว่าทำไมเกณฑ์เหล่านี้จึงเป็นตัวตัดสินในเคส สินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็ก ที่ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน
1) รายได้และความสม่ำเสมอ: ผู้ให้กู้ไม่ได้มอง “ยอดขาย” อย่างเดียว แต่มอง “รูปแบบเงินเข้า”
ในสินเชื่อที่ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ให้กู้ให้ความสำคัญกับ “รายได้ที่พิสูจน์ได้” และ “ความสม่ำเสมอของกระแสเงินสด” เป็นอันดับต้น ๆ เพราะมันคือฐานคำนวณว่าธุรกิจจะชำระค่างวดไหวหรือไม่ บทความหลักสรุปไว้ชัดว่า ผู้ให้กู้มักดู ยอดขายเฉลี่ยต่อเดือน, กระแสเงินเข้า–ออกในบัญชี (Bank Statement), และความสม่ำเสมอของรายได้ระหว่างเดือน/ฤดูกาล
มุมมองเชิงวิเคราะห์: สิ่งที่ทำให้เคสจำนวนมาก “ช้าตั้งแต่ต้น” ไม่ใช่รายได้ต่ำเสมอไป แต่เป็น “รูปแบบเงินเข้าอ่านไม่ออก” เช่น เงินเข้าก้อนใหญ่แต่ไม่มีหลักฐานว่ามาจากยอดขายจริง หรือยอดขายแจ้งไว้กับเอกสารบางชุด แต่เงินเข้าบัญชีไม่สัมพันธ์กัน เมื่อผู้ให้กู้ต้องเดา ความเร็วก็หายไปทันที
แนวทางที่ทำให้ไฟล์ดูเป็นมืออาชีพคือทำให้ Statement “เล่าเรื่องได้” โดยเฉพาะกรณีรายได้แปรผัน ควรมีหลักฐานประกอบ เช่น สัญญาซื้อขาย/ใบสั่งผลิต/ใบสั่งซื้อ (PO) เพื่ออธิบายว่ากระแสเงินสดขึ้นลงตามรอบงาน ไม่ใช่ความเสี่ยงผิดปกติ
2) วินัยทางการเงินและภาระหนี้: เครดิตบูโรและ DSR คือด่านสำคัญของ “สินเชื่อเงินกู้”
เมื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ให้กู้จึงต้องใช้ “พฤติกรรมชำระหนี้” เป็นตัวแทนความน่าเชื่อถือ บทความหลักระบุชัดในหมวดวินัยการเงินว่า ผู้ให้กู้พิจารณา ประวัติเครดิต (เครดิตบูโร), ภาระหนี้รวมต่อรายได้ (DSR), และประวัติการชำระตรงเวลา/ค้างชำระ
มุมมองเชิงวิเคราะห์: หลายกิจการพลาดเพราะคิดว่า “ยอดขายสูงพอแล้ว” แต่ลืมว่าเกณฑ์อนุมัติของสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดเล็กมักดู “ความพอดีของค่างวดใหม่” บนฐานภาระเดิม หาก DSR ตึงจนธุรกิจแทบไม่เหลือพื้นที่หายใจ ต่อให้รายได้ดี เคสก็มีโอกาสถูกชะลอหรือปฏิเสธเพราะความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง (รับหนี้เพิ่มแล้วเปราะ)
จุดนี้เป็นเหตุผลที่ เงินกู้ด่วน ไม่ใช่คำตอบเสมอไป เพราะสินเชื่อด่วนจำนวนมากมาพร้อมค่างวดหนัก/ระยะสั้น ทำให้ DSR ตึงเร็ว และส่งผลลบต่อการพิจารณาสินเชื่อวงเงินใหญ่หรือสินเชื่อระยะยาวในรอบถัดไป (แม้เป็นแหล่งเงินทุนที่เข้าถึงได้ง่ายกว่าในบางกรณี)
3) หลักฐานธุรกิจ: “เอกสารภาษี + เอกสารการค้า” คือเครื่องมือพิสูจน์ว่ารายได้มีจริง
ในสินเชื่อไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน ผู้ให้กู้ต้องการหลักฐานยืนยันว่า “ธุรกิจมีตัวตน มีการค้าจริง และรายได้ตรวจสอบได้” บทความหลักย้ำหัวข้อนี้โดยระบุว่า ผู้ให้กู้จะดู เอกสารนิติบุคคล/ทะเบียนพาณิชย์, เอกสารภาษี (เช่น ภ.พ.30/ภ.ง.ด./ภ.พ.50 ตามประเภทกิจการ), และเอกสารการค้า เช่น สัญญาซื้อขาย PO ใบส่งของ ใบกำกับภาษี
มุมมองเชิงวิเคราะห์: ถ้ารายได้คือ “คำพูด” เอกสารชุดนี้คือ “หลักฐาน” ที่ทำให้คำพูดกลายเป็นสิ่งที่ธนาคารใช้ตัดสินใจได้จริง โดยเฉพาะกิจการที่มีการขายแบบเครดิตเทอม (ส่งของก่อน เก็บเงินทีหลัง) หากมี PO แต่ไม่มีหลักฐานส่งของหรือใบกำกับภาษี เงินเข้าบัญชีอาจดูเหมือน “โอนมาเฉย ๆ” และถูกตั้งคำถามทันที
4) ความสอดคล้องของข้อมูล: ผู้ให้กู้มักไม่ได้ปฏิเสธเพราะ “ขาดเอกสาร” แต่ปฏิเสธเพราะ “ข้อมูลชนกัน”
บทความหลักให้ตัวอย่างข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยซึ่งทำให้การพิจารณาช้า เช่น มีเอกสารครบแต่ ชื่อบริษัท/ที่อยู่/เลขผู้เสียภาษีไม่ตรงกัน ระหว่างชุดเอกสาร หรือมี PO แต่ไม่มีหลักฐานส่งของ/ใบกำกับจนที่มาของเงินเข้าอธิบายยาก
ผู้ให้กู้มักถามกลับเป็น “คำถามความเสี่ยง” มากกว่าคำถามเอกสาร เช่น
มุมมองเชิงวิเคราะห์: หากตอบ 3 คำถามนี้ได้ตั้งแต่หน้าแรก โอกาสที่เคสจะ “เดินไว” เพิ่มขึ้นมาก เพราะทีมสินเชื่อไม่ต้องวนถามซ้ำ และไม่ต้องตีความแทนผู้กู้
5) เกณฑ์อนุมัติในปี 2569 จะเข้มขึ้นหรือผ่อนลง: คำตอบอยู่ที่ “การบริหารความเสี่ยงของระบบ”
แม้จะมีมาตรการสนับสนุนแหล่งเงินทุนอย่าง SMEs Credit Boost แต่ ธปท. อธิบายไว้ชัดถึงเงื่อนไขการป้องกัน moral hazard ว่าหากปล่อยกู้แล้วเป็นหนี้เสียเร็วจะไม่สามารถขอรับเงินชดเชยได้ และต้องมีการปรับโครงสร้างหนี้อย่างน้อย 1 ครั้งก่อนยื่นเคลม กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระบบกำลังสร้างแรงจูงใจให้ธนาคาร “กล้าปล่อยมากขึ้น” แต่ยังต้อง “คุมคุณภาพพอร์ต” ดังนั้นเกณฑ์อนุมัติในทางปฏิบัติจะยังผูกกับ 3 แกนเดิม: กระแสเงินสด–วินัยชำระ–หลักฐานตรวจสอบได้
นอกจากนี้ โครงการค้ำประกันของ บสย. เองก็สะท้อนแนวคิดความเสี่ยงเช่นกัน เช่น การใช้เครดิตสกอริ่ง (Credit Scoring) และการชดเชย NPL ในอัตราสูงเพื่อกระตุ้นการปล่อยสินเชื่อ ซึ่งในภาพรวมหมายความว่า “ผู้ประกอบการที่ทำข้อมูลเครดิตและเอกสารให้สะอาด” จะยืนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบกว่า
6) หากถูกปฏิเสธ: ผู้กู้มีสิทธิขอเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร และควรใช้เป็นแผนแก้เกม
อีกจุดที่มักถูกมองข้ามคือ หากสถาบันการเงินไม่อนุมัติสินเชื่อ ผู้ขอสินเชื่อสามารถขอทราบเหตุผลสำคัญของการไม่อนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ตามหลักเกณฑ์ที่ ธปท. อ้างถึง (หนังสือเวียนเรื่องการชี้แจงเหตุผลการไม่อนุมัติสินเชื่อ)
มุมมองเชิงวิเคราะห์: การขอเหตุผลไม่ใช่เพื่อโต้แย้ง แต่เพื่อ “แก้ให้ตรงจุด” เช่น ถ้าถูกปฏิเสธเพราะ DSR ตึง ให้แก้โครงสร้างหนี้หรือปรับค่างวด/วงเงินใหม่ ถ้าถูกปฏิเสธเพราะรายได้ไม่สม่ำเสมอ ให้เพิ่มหลักฐานงาน/สัญญา/เอกสารภาษีที่เชื่อมโยงกับ Statement ให้แน่นขึ้น การทำเช่นนี้ช่วยลดการยื่นซ้ำแบบสุ่ม และเพิ่มโอกาสผ่านในรอบถัดไปอย่างเป็นระบบ
สรุป: เกณฑ์อนุมัติสินเชื่อ “ไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน” คือการสอบผ่าน 3 เรื่องพร้อมกัน
หากสรุปให้สั้นที่สุด เกณฑ์อนุมัติสำหรับ สินเชื่อsmeไม่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน 2569 มักหนีไม่พ้น 3 แกนที่บทความหลักระบุไว้ชัดเจน ได้แก่
-
รายได้และความสม่ำเสมอ (Statement ต้องเล่าเรื่องได้)
-
วินัยทางการเงิน (เครดิตบูโร/DSR ต้องไม่ตึง)
-
หลักฐานธุรกิจ (ภาษี + เอกสารการค้าตรวจสอบได้)
เมื่อ 3 แกนนี้ “ไปทางเดียวกัน” เคสจะเดินเร็วขึ้นอย่างมีนัย เพราะผู้ให้กู้ไม่ต้องถามซ้ำ และไม่ต้องตีความความเสี่ยงแทนผู้กู้ ซึ่งเป็นทางที่ปลอดภัยและคุ้มค่ากว่าการรีบพึ่ง เงินกู้ด่วน โดย (ที่อาจทำให้ภาระผ่อนตึงและเสียโอกาสสินเชื่อวงเงินที่เหมาะกว่าในอนาคต)
หากต้องการอ่านภาพรวมเชิงลึกเรื่องเงื่อนไข วงเงิน เอกสาร และกลยุทธ์อนุมัติไวของสินเชื่อประเภทนี้ (เพื่อใช้เป็นบทความหลักประกอบการตัดสินใจ) สามารถอ่านต่อได้ที่ลิงก์บทความหลักด้านล่าง และค่อยย้อนกลับมาปรับไฟล์เอกสารให้ตรงเกณฑ์อนุมัติข้างต้น |